หน้าแรก ประวัติ บทความ ตารางงาน รายการทีวี

 

 

 

 

sky

 

ผู้ที่แต๋วแตกแล้ว ยังไปเที่ยวมาเลเซียได้หรือไม่?

ฉบับประจำวันพุธที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

Print version

                            

พ.ศ.2551 ผมแนะนำให้มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญให้ทุนนักศึกษา 2 คน คนแรกเป็นชาวรัสเซียผู้เพิ่งจะสำเร็จชั้นมัธยมปลายจากกรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย อีกคนหนึ่งเป็นลูกครึ่งรัสเซีย-คีร์กีซ เพิ่งจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากกรุงบิชเคก สาธารณรัฐคีร์กีซ คนหลังนี่ ในระหว่างศึกษา 4-5 ปี ผมให้อยู่กินที่บ้านผมเลย

 

ไม่กี่วันก่อน อะเล็กซานเดอร์ นักศึกษาทุนลูกครึ่งรัสเซีย-คีร์กีซ กระย่องกระแย่งมาหาและบอกว่า อ้า สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดคือ เลดี้บอย หรือบรรดากะเทย ซึ่งในคีร์กีซประเทศของผมไม่มี แฮ่ๆ แต่ดูในอินเตอร์เน็ตทราบว่า อ้า ไทยเป็นประเทศหนึ่งซึ่งมีกะเทยมากและสวยที่สุดในโลก

 

คีร์กีซอยู่ในภูมิภาคเอเชียกลาง ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มี “หะดีษ” หรือข้อความอันเป็นคำกล่าวของท่านศาสดามุฮำมัด (ศ็อลฯ) รวมทั้งคำกล่าวของผู้ใกล้ชิดท่านศาสดาซึ่งท่านยอมรับหรือไม่คัดค้าน หะดีษหนึ่งว่า

 

ท่านนบี (ศ็อลฯ) ประณามผู้ชายที่แต่งกาย (หรือทำตัว) เหมือนผู้หญิง และผู้หญิงที่แต่งกายเหมือนผู้ชาย (บุคอรี)

 

เพราะหะดีษที่ผมยกมารับใช้ในเปิดฟ้าส่องโลกนี่แหละครับ ทำให้ ดาโต๊ะศรี อันวาร์ อิบรอฮีม อดีตรองนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ต้องเข้าคุกอยู่นานถึง 6 ปี ในคดีที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนขับรถส่วนตัว+ทุจริตคอรัปชัน เข้าคุกตั้งแต่ พ.ศ.2541 และได้รับการปล่อยตัวเมื่อ พ.ศ.2547 กฎหมายของมาเลเซียและของอีกมากมายหลายประเทศ ที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามมีบทลงโทษรุนแรง กับพวกที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศและเสพสังวาสกับผู้ชายด้วยกัน

 

มาเลเซียมีสถาบันหนึ่งซึ่งผู้คนทั่วไปรู้จักในนามของ Ikim แปลเป็นภาษาไทยก็น่าจะได้ว่า สถาบันความเข้าใจอิสลามแห่งมาเลเซีย สถาบันนี้เคยจัดสัมมนาร่วมกับสำนักงานกฎหมายชารีอะห์แห่งมาเลเซีย รวบรวมความคิดเห็นต่อเรื่องรักร่วมเพศ เพื่อเสนอไปยัง Pejabat Peguam Negara (ในเมืองไทยหน่วยงานนี้ก็น่าจะเท่ากับสำนักงานอัยการสูงสุด) พวกนี้พยายามจัดการงานสัมมนา เพื่อหาทางให้กฎหมายชารีอะห์บังคับใช้ไปถึงผู้คนพลเมืองมาเลเซีย ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามด้วย

 

แต่ก่อนง่อนชะไร ในมาเลเซียใช้ Khaiwat ซึ่งหมายถึงหนึ่งในกฎหมายอิสลามที่บังคับใช้เฉพาะคนที่เป็นมุสลิม มีเนื้อหากำหนดขอบเขตพฤติกรรมทางเพศของมุสลิมในลักษณะต่างๆ เช่น ห้ามมีการรักร่วมเพศ ห้ามมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส ห้ามคู่รักที่ยังไม่ได้แต่งงานกันแสดงความรักกันอย่างประเจิดประเจ้อในที่สาธารณะ หรืออยู่กันตามลำพังในที่ลับตาคน ฯลฯ

 

ความคิดเรื่องบังคับใช้กฎหมายควบคุมความประพฤติทางเพศ ตามหลักของอิสลามกับคนที่ไม่ใช่มุสลิมนี่ มีเรื่องเถียงกันเยอะในสังคมมาเลเซีย

 

บางคนก็ว่าควรจะต้องใช้กับคนนอกด้วย เพื่อให้เกิดความยุติธรรม อย่างผู้พิพากษาอุทธรณ์ชารีอะห์ ดาโต๊ะ มุฮำมัด อัสรี อับดุลลอฮ์ คนนี้ประกาศว่า “ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมอาจถูกดำเนินคดีในศาลอาญาได้ เพื่อที่จะทำให้มีความยุติธรรมมากขึ้น”

 

มาเลเซียประกอบไปด้วยผู้คนมากมายหลายเชื้อชาติศาสนา ทั้งคนมาลายูที่นับถืออิสลาม คนจีนที่นับถือพุทธ และคนอินเดียที่นับถือฮินดู

 

คนฮินดูไม่ตกใจกับความคิด ที่จะลากคนนอกศาสนาอิสลามเข้าไปใช้กฎหมายชารีอะห์นักเท่าใด แต่ที่ตะโกนโวยวายคือ คนจีนซึ่งนับถือพุทธ ผู้อ่านท่านคงจะเคยได้ยินชื่อพรรคการเมือง MCA ซึ่งเป็นพรรคของคนมาเลเซียเชื้อสายจีนนะครับ พรรคนี้มีมติให้รองเลขาธิการพรรค ดาโต๊ะ ยิว เทียง ล็อก ออกมาต่อต้านโดยให้สัมภาษณ์ตามสื่อว่า “ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายอิสลามไม่บังคับใช้กับผู้ไม่ใช่มุสลิม”

 

สภาทนายความของมาเลเซียก็ออกมาช่วยต่อต้านด้วยเช่นกันว่า “(ถ้าจะใช้กฎหมายอิสลามกับคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม) ก็เป็นเรื่องละเมิดในเรื่องการรับรองเสรีภาพของการนับถือศาสนา ตามมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญ”

 

ดีนะครับ ที่ราชอาณาจักรไทยเป็นประเทศพุทธ ไม่เช่นนั้น ก็คงจะมีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยไปอยู่นอนคุกเหมือนดาโต๊ะศรี อันวาร์ อิบรอฮีม

 

นักการเมืองท่านใดที่จะเดินทางไปมาเลเซีย ก็ขอให้ระวังเรื่องกฎหมายของเพื่อนบ้านหน่อยนะฮะ เอ๊ย นะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นอันวาร์ 2

 

แฮ่ๆ แต่เมื่อข้อถกเถียงเรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุป ท่านสุภาพบุรุษที่แต๋วแตกต่อสาธารณะแล้ว ก็น่าจะยังไปเที่ยวมาเลเซียได้อยู่นะ

 

      

                                                                                                    นิติภูมิ  นวรัตน์                                                      

 

 

Copyright @2008 www.Nitipoom.net  All right Reserved Powered by Nitipoom.net